นำรถส่วนตัวมาขับรับจ้าง ประกันรถยนต์ คุ้มครองไหม?

ในยุคที่เศรษฐกิจแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Gig Economy) กำลังเติบโต หลายคนเริ่มนำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการขับรับจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการขับรถแท็กซี่หรือบริการส่งอาหาร แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือคำถามเกี่ยวกับความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ ในกรณีที่เรานำรถยนต์ส่วนตัวป้ายขาวมาใช้ขับรับจ้าง และมีทั้งประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.รถยนต์) และประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ เช่น ประกันชั้น 1, ชั้น 2+, หรือ ชั้น 3+ ความคุ้มครองจะเป็นอย่างไรบ้าง?
ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถของเรา
แม้ว่าเราจะมีประกันภัยภาคสมัครใจที่ครอบคลุมถึงประกันชั้น 1 ก็ตาม แต่ในกรณีที่นำรถไปใช้เพื่อขับรับจ้าง ประกันจะไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถของเรา เนื่องจากถือว่าเป็นการใช้รถผิดประเภทจากที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งโดยปกติประกันภัยรถยนต์ส่วนบุคคลจะคุ้มครองเฉพาะการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น ขับไปทำงาน หรือใช้งานส่วนตัว การนำรถไปใช้เพื่อรับจ้างหรือให้เช่าจะมีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งขึ้น ดังนั้นบริษัทประกันภัยจึงไม่ครอบคลุมการใช้งานลักษณะนี้
ให้ความคุ้มครองคู่กรณี
แม้ว่ารถของเราจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกัน แต่ประกันยังคงให้ความคุ้มครองแก่คู่กรณีหรือผู้โดยสาร ทั้งร่างกายและทรัพย์สิน แต่เราซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในการจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยในส่วนของ พ.ร.บ. รถยนต์ จะระบุให้จ่ายจำนวนเงิน 2,000 บาท ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง และในส่วนของประกันภัยภาคสมัครใจจะมีการจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกอีก 2,000 บาทเนื่องจากเป็นการใช้รถผิดประเภทจากที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
จากกรณีนี้ เราจะเห็นว่าการทำความเข้าใจรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะบางครั้งอาจมีเงื่อนไขยกเว้นความคุ้มครองในบางกรณี เช่น การนำรถส่วนตัวไปขับรับจ้าง แม้รถของเราจะไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่ประกันภัยยังคงให้ความคุ้มครองแก่คู่กรณี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้บ้าง ดังนั้น การทำประกันรถยนต์จึงเป็นการวางแผนความเสี่ยงทางการเงินที่มีความสำคัญ และควรพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือขยายความคุ้มครองให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงเพื่อความอุ่นใจในทุกสถานการณ์
บทความต่างๆ